บทเรียนโรค ASF จากฟาร์มหมูในประเทศจีน

PIG&PORK

🐷💥🌱 โรค ASF ถ้าเรา รู้จักธรรมชาติของเชื้อ รู้จักระบบไบโอซีเคียวริตี้ เราจะสามารถป้องกันโรคนี้ได้ ถ้าเราเข้าใจทั้งสองเรื่องนี้แล้ว เราปฏิบัติมันอย่างเคร่งครัดและจริงจัง

🐷💥🌱 บทความโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ น.สพ.ดร.ปริวรรต พูลเพิ่ม ที่ปรึกษาอิสระ ทีมวิชาการ “หมอหมู” เกษตรศาสตร์

🐷💥🌱 สวัสดีครับวันนี้จะมาเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้ไปเยี่ยมชมฟาร์มหมูที่ประเทศเวียดนามและประเทศจีน เพื่อนำมาใช้ในการวางแผนที่จะป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ ASF

🐷💥🌱 ผมได้มีโอกาสไปเข้าเยี่ยมชมฟาร์มที่ประเทศจีนเป็นโรงเรือนที่ค่อนข้างเก่าและเป็นระบบเปิดทั้งหมด โรงเรือนปลูกติดกันมาก เดิมทีฟาร์มนี้เลี้ยง 1,500 แม่ แต่หลังจากที่มีการระบาดของโรคในประเทศจีนเจ้าของฟาร์มก็ลดจำนวนแม่หมูเหลือเพียง 700 แม่

🐷💥🌱 จนเมื่อต้นปี 2562 ประมาณเดือนพฤษภาคมฟาร์มนี้ก็ถูกจู่โจมด้วย ASF สาเหตุเริ่มต้นก็คงคล้ายๆกัน ในระยะใกล้ๆฟาร์มมีการเลี้ยงหมูรายย่อยอยู่ในระยะไม่กี่กิโลเมตร ปลายเดือนเมษายนผู้จัดการฟาร์มเห็นว่ามีหมูตายลอยน้ำมาอยู่ข้างหลังฟาร์ม

🐷💥🌱 หลังจากนั้นต้นเดือนพฤษภาคม พบว่ามีสุกรสาวทดแทนป่วยซึ่งเลี้ยงอยู่ในโรงเรือนที่อยู่ตรงทางเข้าพอดี

🐷💥🌱 ดังนั้น ในฟาร์มนี้คาดว่าคนงานหรือรถที่เข้าออกเป็นสิ่งสำคัญที่นำโรคเข้าฟาร์มเพราะว่าโรงเรือนแรกที่พบเป็นโรงเรือนที่อยู่ตรงประตูทางเข้า

🐷💥🌱 หลังจากนั้นไม่นานก็แพร่ระบาดไปทั่วฟาร์มหมูที่ตายก็เอาไปฝังด้านหลังฟาร์ม หมูที่ยังไม่แสดงอาการเจ้าของก็รีบขายออกเพื่อเอาเงินไว้ก่อน ในประเทศจีนคาดว่ามีผลผลิตหมู 700 ล้านตัว/ปี

 

 

🐷💥🌱 เมื่อมีการระบาดของโรค ASF ผ่านไปปีเศษก็มีการคาดการณ์กันว่าในประเทศจีนแม่พันธุ์น่าจะเหลือประมาณ 20-30% ความเสียหายน่าจะเกินครึ่งของกำลังการผลิตทำให้ปัจจุบันราคาหมูในประเทศจีนมีราคาสูงมาก

🐷💥🌱 โดยราคาขายหน้าฟาร์มสูงถึงกิโลกรัมละ 200 กว่าบาท ทำให้ตอนนี้ความพยายามที่จะเก็บหมูไว้มีมากขึ้น ตัวไหนยังไม่ป่วยก็พยายามเลี้ยงให้มีน้ำหนักเยอะๆ เพื่อขายได้ราคาเยอะๆ

🐷💥🌱 ประเทศจีนถือว่ามีกฎหมายที่ค่อนข้างรุนแรงถ้าฟาร์มไหนป่วยต้องแจ้งรัฐบาล ถ้าไม่แจ้งบทลงโทษจะรุนแรงมาก

🐷💥🌱 คนจีนยังมีความเชื่อว่าความเสี่ยงที่จะนำโรคเข้าฟาร์ม คือแมลงวันและสัตว์พาหะ

🐷💥🌱 รองมา คือ วัตถุดิบอาหารสัตว์ น้ำ ยานพาหนะส่วนเรื่องเศษอาหารเป็นความเชื่อของคนเลี้ยงหมูหลังบ้าน

🐷💥🌱 แต่ในประเทศจีนในช่วงการระบาดช่วงแรกการใช้เศษอาหารเหลือจากมนุษย์ไปให้หมูกินเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก

🐷💥🌱 ฟาร์มนี้ใช้การฆ่าเชื้อโดยใช้โซดาไฟ 2% พ่นทั่วโรงเรือน 2 รอบ ใช้ปูนขาวละลายน้ำพ่นทั่วโรงเรือน สุดท้ายก็จะใช้น้ำยาฆ่าเชื้อพ่นฆ่าเชื้อติดต่อกัน 4 วันโดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อต่างชนิดกันในแต่ละวัน เจ้าของฟาร์มพยายามที่จะกลับมาเลี้ยงใหม่

🐷💥🌱 โดยสิ่งที่ฟาร์มนี้ทำการปรับปรุงคือการติดมุ้งลวดการป้องกันแมลงวันและหนู ถึงบอกว่านี่คือความเชื่อของคนเลี้ยงหมูในจีนเขาเชื่อว่าแมลงวันและสัตว์พาหะเป็นตัวนำโรคที่สำคัญ

🐷💥🌱 แต่สิ่งที่ผู้จัดการฟาร์มนี้กังวลคือระบบท่อระบายของเสียที่ไม่สามารถปรับปรุงได้

🐷💥🌱 ในประเทศจีนปัจจุบันรัฐบาลให้เงินสนับสนุนสำหรับฟาร์มที่จะกลับมาเลี้ยงใหม่โดยให้ค่าก่อสร้าง 200 หยวนต่อตารางเมตร ให้เงินลงทุน 100 หยวนต่อแม่

🐷💥🌱 ประเทศจีนตั้งเป้าไว้ว่าปี 2022 (2565) เขาจะกลับมาเลี้ยงหมูให้ได้เหมือนเดิมนี่คือสิ่งที่รัฐบาลประกาศเอาไว้

🐷💥🌱 บทเรียนที่ได้จากประเทศจีนก็ไม่ต่างกับเวียดนามนักฟาร์มที่อยู่ห่างไกลผู้คน ฟาร์มที่อยู่บนเขา ฟาร์มที่มีรั้วรอบขอบชิด ฟาร์มที่มีการแบ่งเขตชัดเจนภายในฟาร์มและภายนอกฟาร์ม ฟาร์มที่มีระบบพักโรคของคนงานก่อนเข้าฟาร์ม

🐷💥🌱 ฟาร์มที่มีการสร้างโรงขายหมูอยู่นอกฟาร์มแล้วแบ่งรถใช้ที่ชัดเจน เป็นฟาร์มที่ยังไม่เป็นโรค เจ้าของฟาร์มฟาร์มนี้ก็มีฟาร์มอีกฟาร์มนึงขนาด 4,000 แม่

🐷💥🌱 ซึ่งเป็นฟาร์มสมัยใหม่อยู่บนเขา จัดการเลี้ยงเป็นอย่างดีมีระบบไบโอซีเคียวริตี้ที่ดีตอนนี้ยังไม่เป็นโรค

🐷💥🌱 ดังนั้น จากทั้งสองประเทศเราก็คงได้บทเรียนว่าเราควรให้ความสำคัญกับไบโอซีเคียวริตี้ที่ดี มีการจำแนกคน จำแนกสิ่งของ จำแนกรถภายในฟาร์ม-ภายนอกฟาร์ม

🐷💥🌱 เข้าใจธรรมชาติของเชื้อไวรัส ว่าหมูจะต้องกินเชื้อเท่านั้นถึงจะติดโรคได้

🐷💥🌱 แต่ละฟาร์มก็ต้องกลับไปทำการบ้านว่าเราจะลดความเสี่ยงที่หมูเราจะกินเชื้อเข้าไปจากทางไหนได้บ้าง เชื้อมาจากเนื้อหมูที่เป็นโรค มาจากผลิตภัณฑ์แปรรูปของหมูที่เป็นโรค

🐷💥🌱 เชื้อมาจากมูลมาจากฉี่ของหมูที่เป็นโรค ถ้าเรารู้ว่าเราต้องการลดความเสี่ยงจากเรื่องพวกนี้ได้ หมูเราก็จะไม่เป็นโรค

🐷💥🌱 มีสิ่งหนึ่งที่เขียนออกมาแล้วอาจจะดูไม่ดี แต่ก็อยากฝากเอาไว้ ตอนที่ไปเวียดนามผมได้นำน้ำยา solution-D ไปด้วย น้ำยานี้เป็นน้ำยาที่สามารถทำลายเชื้อฆ่าเชื้อไวรัสได้ แต่ยังรักษา DNA ของไวรัส ด้วยความอยากรู้อยากเห็นด้วยความเป็นนักวิทยาศาสตร์

🐷💥🌱 ผมก็เอาก้านสำลี swab คอตัวเอง รองเท้าแล้วก็เก็บเนื้อหมูที่กินในร้านอาหาร วันนั้นกินเป็นหมูสามชั้นผัดกับผักก็เก็บออกมาจากจานกับข้าวเลย เอาเนื้อหมูใส่ลง solution-D แล้วนำกลับมา

🐷💥🌱 สิ่งที่ได้รับคำตอบจากห้องปฏิบัติการก็คือ ทอนซิลและรองเท้าไม่พบ DNA ของเชื้อ แต่…เนื้อหมูที่ผมเอากลับมาตรวจเจอ DNA ของไวรัส นี่คือสิ่งที่บอกว่าในเนื้อหมูที่กินในประเทศเวียดนามมี DNA ของไวรัส

🐷💥🌱 แต่ผมไม่สามารถยืนยันได้นะครับว่าเชื้อไวรัสยังคงอยู่ในเนื้อหมูชิ้นนั้นหรือไม่เพราะอย่างที่บอก solution-D มันจะทำลายเชื้อไวรัสแต่มันไม่ทำลาย DNA

🐷💥🌱 แต่ตอนที่ไปที่จีนผมลืมหยิบขวดนี้ไปเลยไม่ได้เก็บตัวอย่างเนื้อหมูที่จีนมา เนื้อหมูที่จีนตอนนี้ราคาแพงมาก อย่างที่บอกรัฐบาลจีนเริ่มเอาหมูที่แช่ในห้องเย็นมาขาย มีการกำหนดปริมาณซื้อในซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่ก็ไม่รู้ว่าเนื้อหมูมีการปนเปื้อนหรือไม่ที่วางขายตามท้องตลาด

🐷💥🌱 กลับจากจีนก็ swab รูจมูก ทอนซิลเอาไปส่งห้องปฏิบัติการตรวจผลออกมาไม่พบ DNA จากตัวผม

🐷💥🌱 นอกจากนี้ตอนไปที่จีนก็พบว่าจะมีห้องปฏิบัติการเพียง 5 แห่งที่ทำงานกับเชื้อไวรัสตัวนี้ได้ และมีโอกาสได้คุยกับ Professor ที่อยู่ในห้องปฏิบัติการของทางรัฐบาล

🐷💥🌱 ตอนนี้ในประเทศจีนพบว่าเขาใช้วิธีการฆ่าเชื้อไวรัสตัวนี้ในการผลิตอาหารสัตว์โดยใช้อุณหภูมิ 85 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 3 นาทีในห้องปฏิบัติการเขาพิสูจน์แล้วว่าใช้อุณหภูมิ 85 องศาเซลเซียสในเวลา 3 นาทีสามารถทำลายเชื้อไวรัสตัวนี้ได้ โรงงานผลิตอาหารในจีนก็เลยใช้มาตรการนี้ในการผลิตอาหารขาย

🐷💥🌱 ในบ้านเราผมคงต้องฝากให้ฝ่ายโรงงานอาหารสัตว์ไปหากลไกหรือวิธีการที่จะทำให้ก่อนการอัดเม็ดสามารถทำอุณหภูมิให้ถึง 85 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 3 นาที

🐷💥🌱 เพราะว่าการอัดเม็ดปัจจุบันใช้อุณหภูมิประมาณ 80 ถึง 85 องศาเซลเซียส แต่เพียงแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น ก็คงต้องฝากฝ่ายเทคนิคด้านโรงงานอาหารสัตว์ไปพิจารณา

🐷💥🌱 แต่เท่าที่ผมได้ยินมาจากจีนโรงงานอาหารสัตว์หลายแห่งเริ่มใช้มาตรการนี้ในการผลิตอาหารสัตว์ เพื่อขายเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เลี้ยงสุกรในจีน

🐷💥🌱 ในส่วนของการบำบัดน้ำก็ยังมีข้อสงสัยในการบำบัดด้วยคลอรีนอยู่ทางจีนเขาก็มีอุปกรณ์ที่บำบัดด้วยแสง Ultra Violet พบว่าตรวจไม่พบ DNA ของไวรัสหลังจากบำบัดน้ำด้วยรังสี UV ในเรื่องของปริมาณคลอรีนที่ใช้บำบัดน้ำ

🐷💥🌱 กำลังรอผลตรวจก็ได้ขอให้ลูกศิษย์ที่เวียดนามได้ประสานงานแล้วลองทดสอบดูผลทดสอบน้ำยาฆ่าเชื้อได้รับความอนุเคราะห์ จากบริษัท แอ๊ดว้านซ์ ฟาร์ม่า (เวียดนาม) เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ประสานงานกับห้องปฏิบัติการที่ประเทศเวียดนามทดสอบตามภาพที่ 1

🐷💥🌱 ประเทศเวียดนามกับประเทศจีนยังมีอะไรที่สนุกที่จะเล่นกับเชื้อไวรัสตัวนี้ได้ โดยเฉพาะเรื่องของการพัฒนาวัคซีน แต่ยังยืนยันนะครับว่าปัจจุบันยัง

🐷💥🌱 “ไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้ที่ได้ผลดี” ที่จีนทดลองวัคซีนเยอะมากแต่ก็ยังไม่ได้ผล ที่เวียดนามเพิ่งเริ่มที่จะศึกษาเรื่องวัคซีน

🐷💥🌱 ทั้งนี้อย่าหวังพึ่งพาวัคซีนเลยนะครับ

🐷💥🌱 หวังพึ่งพาระบบไบโอซีเคียวริตี้ในฟาร์มของเราให้ดีที่สุด ตอนนี้ทั้งจีนและเวียดนาม เริ่มที่จะเร่งกลับมาผลิตหมูมากขึ้น การทดแทนในฟาร์มก็เริ่มที่จะเอาหมูขุนตัวเมียมาทำเป็นแม่พันธุ์ เพราะเขายังกลัวที่จะนำหมูจากนอกฟาร์มเข้าไปเลี้ยง

🐷💥🌱 สุดท้ายบทเรียนที่ได้ก็ยังขอยืนยันว่าถ้าเรา รู้จักธรรมชาติของเชื้อ รู้จักระบบไบโอซีเคียวริตี้ เราจะสามารถป้องกันโรคนี้ได้ ถ้าเราเข้าใจทั้งสองเรื่องนี้แล้วเราปฏิบัติมันอย่างเคร่งครัดและจริงจังขอบคุณครับ

ขอขอบคุณ
White Ocean Vet (Vietnam) Co.LTD.
Advance Pharma (Vietnam)
Vet Products Group

🐷💥🌱 ถอดบทเรียนโรค ASF จากฟาร์มในประเทศเวียดนามและจีน
🐷💥🌱 ตีพิมพ์ใน นิตยสารพิกแอนด์พอร์ค ฉบับที่ 136

 

ภาพแสดงชนิดและความเข้มข้นของน้ำยาฆ่าเชื้อที่ทำการทดสอบกับเชื้อ ASFv

 

#asf #โรคเอเอสเอฟ #โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร #ASFเวียดนาม #asfจีน #โรคสุกร #โรคหมู #โรคระบาดสุกร #การเลี้ยงสุกร #ฟาร์มหมู #ปริวรรตพูลเพิ่ม #ทีมวิชาการหมอหมู #หมอหมูเกษตรศาสตร์

ร่วมพูดคุยด้วย บัญชี facebook