HIPRA บุกตลาดวัคซีน PRRS ด้วยแนวคิด SMART VACCINATION

PIG&PORK

 

ฮิปรา บุกตลาด ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อทวนสอบการทำ วัคซีนไวรัสพีอาร์อาร์เอส จากต้นทางไปปลายทาง

ด้วยแนวความคิด สมาร์ท วัคซิเนชัน

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาในวงการการเลี้ยงสุกรในหลากหลายประเทศ ได้นำนวัตกรรม และเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาเพิ่มคุณภาพ และลดต้นทุนในการผลิตสุกร เช่น เทคโนโลยีจดจำใบหน้าสุกร แพลตฟอร์มด้านการเกษตรผ่านเอไอ การจัดตั้งฟาร์มสุกรอัจฉริยะที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ การนำเทคโนโลยี แท็กติดหูอัจฉริยะที่ใช้ในการติดตามปริมาณการกินอาหารและน้ำในแต่ละวัน รวมไปถึงเทคโนโลยีการทวนสอบย้อนกลับ (Traceability) ด้วยการระบุข้อมูลสิ่งต่างๆ โดยอาศัยคลื่นความถี่วิทยุ (Radio Frequency Identification, RFID)

 

ดังนั้น เพื่อตอบโจทย์ในระยะยาวเชิงนโยบายการเลี้ยงสุกรในอนาคต เช่น นโยบายสวัสดิภาพสัตว์ตั้งแต่ต้นทางไปยังปลายทาง การลดการใช้ยาปฏิชีวนะ การเพิ่มคุณภาพเนื้อสัตว์ และอาหารปลอดภัย บริษัท HIPRA จึงให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคด้วยวัคซีน รวมไปถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สนับสนุนการทำงานของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ลดต้นทุนการผลิต รวมไปถึงเพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจ ด้วยแนวความคิด

“สมาร์ท วัคซิเนชัน (SMART VACCINATION)”

ประกอบไปด้วย

HIPRA เป็นบริษัทแรกและบริษัทเดียวในประเทศไทยที่นำ RFID มาใช้ เพื่อการทวนสอบข้อมูลวัคซีน UNISTRAIN® PRRS ได้ทุกขวด

1. UNISTRAIN® PRRS วัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส PRRS สำหรับสุกร สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในสุกรพันธุ์ที่มีการติดเชื้อทั้งสายพันธุ์ยุโรปและอเมริกา
ฉลากวัคซีนกำกับสำหรับฉีดเข้าผิวหนัง (Intradermal, ID) และมีอุปกรณ์ RFID (Radio Frequency Identification) เป็นระบบที่อาศัยคลื่นวิทยุที่ระบุข้อมูลวัคซีน เช่น หมายเลขรุ่นการผลิต วันที่ผลิต วันหมดอายุ และขนาดวัคซีน (จำนวนโด๊ส)

สามารถแบ่งกลไกการทำงานได้ เป็น 3 ขั้นตอน
โดยใช้เวลาเพียง 0.3 วินาที เข้าสู่ชั้นผิวหนัง ดังนี้

A. ช่วงที่แรงดัน ถึงจุดสูงสุด เพื่อใช้สำหรับดันวัคซีนเข้าผิวหนัง

B. ช่วงที่วัคซีนเข้าสู่ผิวหนัง ซึ่งใช้แรงดันผ่านบริเวณที่มีแรงต้านทานต่ำ ซึ่งส่งผลให้วัคซีนมีการกระจายตัวไปยังบริเวณกว้าง ทำให้เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน (antigen presenting cells) มีโอกาสจับกับเชื้อไวรัสวัคซีน PRRS (PRRS vaccine)ได้ดี ส่งผลทำให้กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้สูง

C. เป็นช่วงที่แรงดันลดลง (Chase et al., 2008)

2. อุปกรณ์ไร้เข็ม ฮิปราเดอร์มิค® (HIPRADERMIC®) สำหรับฉีดเข้าผิวหนัง (Intradermal injection)
ใช้กลไก ด้วยการอาศัยแรงดันของเหลว ผ่านช่องหัวฉีด เพื่อสร้างแรงดันที่สูงเพียงพอในการขับเคลื่อนวัคซีนผ่านผิวหนัง ด้วยความเร็วที่สูงโดยเฉลี่ย 100 เมตรต่อวินาที ทำให้ผิวหนังเกิดรู ส่งผลทำให้วัคซีนผ่านได้โดยไม่ต้องใช้เข็ม (ภาพที่ 1)

HIPRADERMIC® 2.0 และ HIPRADERMIC® 2.5 มีใช้ในประเทศไทย โดย HIPRADERMIC® 2.5 เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดที่จะมารองรับการทำวัคซีนเข้าผิวหนัง ในวัคซีนหลากหลายชนิดในอนาคต

3. โปรแกรมฮิปราลิงค์ (HIPRALink®)
HIPRALink® ทำให้ผู้ปฏิบัติการสามารถวางแผนการทำวัคซีนได้อย่างแม่นยำ ที่มาพร้อมด้วยระบบแจ้งเตือน สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ทุกขั้นตอนของการทำวัคซีน โปรแกรมสามารถใช้งานได้กับสมาร์ทโฟน และแทบเลตในระบบ IOS และ Android รวมทั้งคอมพิวเตอร์ที่มีระบบบราวเซอร์

4. อุปกรณ์ และโปรแกรมถ่ายภาพ ภายหลังฉีดวัคซีน (FLIR® ONE device and FLIR® ONE application)
สำหรับผู้ปฏิบัติการที่เริ่มฉีดวัคซีนครั้งแรก เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าว่า ลูกค้าฉีดได้ถูกตำแหน่ง และวัคซีนเข้าผิวหนังของสุกร นอกจากนี้ บริษัท HIPRA ยังมีทีมวิชาการเพื่อเข้าไปบริการตรวจสอบการฉีดวัคซีนผ่านอุปกรณ์ถ่ายภาพอย่างสม่ำเสมอ ว่าลูกค้าสามารถฉีดวัคซีนด้วยอุปกรณ์ไร้เข็ม HIPRADERMIC® ได้ถูกต้องและเหมาะสม

โปรแกรมฮิปราลิงค์ (HIPRALink®)

ในอนาคต ผู้บริโภคมีแนวโน้มให้ความสนใจกับอาหารปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางไปยังปลายทางมากขึ้น รวมทั้งผู้ผลิตต้องการที่จะขับเคลื่อนเข้าสู่มาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มคุณค่าแก่ผลิตภัณฑ์ ดังนั้น HIPRA จึงขอเป็นส่วนหนึ่งที่นำเสนอ แนวความคิด SMART VACCINATION เพื่อช่วยให้บริษัทและเกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ และพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้

นอกจากแนวความคิด SMART VACCINATION แล้ว HIPRA ขอสรุปการเลือกใช้วัคซีนไวรัส PRRS ให้ถูกจุด และเหมาะสม สั้นๆ ดังนี้
วัคซีนป้องกันโรคพีอาร์อาร์เอส (PRRS vaccine) ในสุกร ที่ใช้ในภาคสนามจริงในประเทศไทย ได้แก่ วัคซีนเชื้อเป็น (Live vaccine) วัคซีนเชื้อตาย (Killed vaccine) และซับยูนิตวัคซีน (Subunit vaccine) ซึ่งแต่ละชนิดวัคซีนมีจุดเด่น สำหรับเลือกใช้ที่แตกต่างกัน ขึ้นกับจุดประสงค์ของฟาร์ม ซึ่งการทำวัคซีน PRRS มีข้อดีที่สุกรในฟาร์ม มีระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส PRRS ทุกตัว

ข้อปฏิบัติในการเลือกวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส PRRS เข้ามาในฟาร์ม มีดังนี้
1. ชนิดวัคซีน
– มีความปลอดภัยสูง ไม่ก่อโรค ไม่กลายพันธุ์ รวมทั้งไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังฉีด
– ลดปริมาณเชื้อไวรัส PRRS ในกระแสเลือด และลดการขับออกของเชื้อไวรัส PRRS จากสุกร
– สุกรมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส PRRS ทั้งสายพันธุ์ยุโรป และอเมริกา ได้ สูง รวดเร็ว และยาวนาน
– วัคซีนสามารถป้องกันไวรัส PRRS ข้ามสายพันธุ์ (Heterologous protection) ได้
– สุกรมีสุขภาพดี และสามารถเพิ่มผลผลิตให้แก่ฟาร์มในทุกช่วงของการผลิตสุกร

2. จุดประสงค์ของฟาร์ม และหรือสถานการณ์โรคของฟาร์ม
>>> กรณีที่ใช้วัคซีนเชื้อเป็น (ฉีดในสุกรพันธุ์ และลูกสุกร)
– วัคซีนสามารถกระตุ้นระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส PRRS ได้รวดเร็ว สูง และยาวนาน
– วัคซีนไม่ก่ออาการไม่พึงประสงค์ภายหลังฉีด
– วัคซีนสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส PRRS ทั้งสายพันธุ์ยุโรปและอเมริกาได้
– วัคซีนสามารถเพิ่มผลผลิตแก่ฟาร์ม รวมทั้งลดต้นทุนการผลิตสุกร
>>> กรณีที่ใช้วัคซีนเชื้อตาย (ฉีดในสุกรพันธุ์ที่ได้รับวัคซีนเชื้อเป็นมาก่อน)
– ฟาร์มมีเชื้อไวรัส PRRS วนเวียนในฝูง:
– สุกรที่ต้องการทำวัคซีนเชื้อตาย ต้องผ่านการเหนี่ยวนำ ด้วยการฉีดวัคซีนชนิดเชื้อเป็นมาก่อน จึงสามารถทำให้ระดับภูมิคุ้มกันชนิดพึ่งเซลล์ของวัคซีนเชื้อตายสูงขึ้น ดังนั้น

“วัคซีนเชื้อตายจึงนิยมทำในสุกรพันธุ์ 1 เข็ม ก่อนคลอด 4 สัปดาห์ ซึ่งสุกรพันธุ์กลุ่มนี้ ได้รับวัคซีนเชื้อเป็นมาก่อน ทำให้ปรับทั้งสุขภาพของสุกรพันธุ์ในช่วงก่อนคลอด และเลี้ยงลูก ลดปริมาณเชื้อไวรัสในกระแสเลือด ทำให้ผู้ปฏิบัติการสามารถวางโปรแกรมการฉีดวัคซีนในลูกสุกรได้ที่ 2-3 สัปดาห์ และสุกรพันธุ์สามารถสร้างระดับภูมิคุ้มกันผ่านทางนมน้ำเหลืองได้สูง ทำให้ลูกสุกรช่วงดูดนม มีสุขภาพแข็งแรง และน้ำหนักหย่านมดี ส่งผลให้ปัญหาการสูญเสียน้ำหนักภายหลังหย่านมลดลง (Setback)’’

>>> กรณีที่ใช้วัคซีนเชื้อตาย เนื่องจากฟาร์มไม่ประสงค์ฉีดวัคซีนเชื้อเป็น
– ฟาร์มในกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของวัคซีน และผลกระทบวัคซีนภายหลังฉีด โดยเฉพาะวัคซีนเชื้อเป็น อย่างไรก็ตาม วัคซีนเชื้อตาย แม้ว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันชนิดสารน้ำได้สูง (Humoral immunity) แต่ ผู้ปฏิบัติการ ต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นซ้ำ และฟาร์มที่ประสบผลสำเร็จ ต้องมี การจัดการที่เคร่งครัด และดีอย่างสม่ำเสมอ
>>> กรณีที่ใช้ซับยูนิตวัคซีน
– ฟาร์มในกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของวัคซีน ซับยูนิตวัคซีน มีความปลอดภัยสูง เช่นเดียวกับวัคซีนเชื้อตาย
การทำวัคซีนให้ประสบผลสำเร็จ ผู้ใช้ควรปฏิบัติตามรายละเอียดบนฉลากวัคซีนอย่างเคร่งครัด ร่วมกับการจัดการฝูงที่ดี ถูกต้อง เหมาะสม และลดความเสี่ยงในการนำเชื้อไวรัส PRRS สายพันธุ์ใหม่เข้าฟาร์ม
อย่างไรก็ตาม…..

‘’วัคซีนดี ใช้ถูกต้อง มีชัยไปกว่าครึ่ง’’

*บริเวณลูกศร เป็นบริเวณที่ฉีดวัคซีนเข้าผิวหนัง (Intradermal injection)

HIPRA ต้องการให้ลูกค้าได้รับประโยชน์สูงสุดผ่านทางนวัตกรรมล่าสุด เพื่อตอบโจทย์ให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบาย สามารถทราบทุกกระบวนการทำวัคซีนตั้งแต่วางโปรแกรม ช่วงฉีดวัคซีน จนกระทั่งจำนวนสุกรที่ฉีดวัคซีนในฟาร์ม ผ่านโปรแกรมฮิปราลิงค์ (HIPRALink®) รวมทั้งเพิ่มมูลค่าในด้านการผลิตสัตว์ด้วยการฉีดวัคซีนเข้าผิวหนัง (Intradermal injection) ด้วย

อุปกรณ์ไร้เข็ม ฮิปราเดอร์มิค® (HIPRADERMIC®) เพื่อลดการแพร่เชื้อไวรัสระหว่างฝูง ทำให้ป้องกันการติดเชื้อไวรัส PRRS ในฟาร์มได้ดี ลดปัญหาเข็มตกค้างในเนื้อสุกร และตอบรับกับนโยบายสวัสดิภาพสัตว์ (Animal welfare) ที่ผู้ผลิต และผู้บริโภค มีแนวโน้มให้ความสำคัญมากขึ้นในอนาคต
ดังนั้น HIPRA จึงนำนวัตกรรม มาประกอบกับเทคโนโลยีล่าสุด เพื่อสามารถทวนสอบ และติดตามทุกขั้นตอนในการทำวัคซีน ตามแนวความคิด ‘’SMART VACCINATION’’ เพื่อให้คู่ค้าเติบโตอย่างมั่นคง

 

อ้างอิง
Charerntantanakul, W. (2012). World J. Virol. 1: 23–30.
Chase C.L ., et al. (2008). Swine Health Prod. 254-260.
Kris E.E, et al. (2012). Vacuna. 30(3): 523-538.
Martinez-Miro S., et al. (2016) . Vet Res. 12: 171.
Nan Y., et al. (2017). Front Microbiol. 1635 (8): 1-17.
Taberner A., et al. (2012) . Medical Engineering & Physic 34: 1228-1235.

 

สพ.ญ. เรืองอุไร กิจโชดก (หมอกล้วย)

บทความโดย : สพ.ญ. เรืองอุไร กิจโชดก (หมอกล้วย)
(สพ.บ., วทม., เกียรติบัตรทางการตลาด)
วิชาการบริการสุกร บริษัท แอนิมอล เฮลท์ (ไทยแลนด์) จำกัด

ร่วมพูดคุยด้วย บัญชี facebook