ผู้เลี้ยงไก่ไข่ผนึกกำลังค้านเปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์

Livestock+

กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ค้านข้อเสนอเปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) ในเวทีสัมมนาออนไลน์ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พร้อมยืนยันว่าระบบ “เอ้กบอร์ด” ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ กลไกที่ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยอยู่รอดได้จริง

ตัวแทนเกษตรกรจากหลายภูมิภาค ทั้ง นางจุฑามาศ บุญแสง ประธานสหกรณ์เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย, นายสุเทพ สุวรรณรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ และ นางพเยาว์ อริกุล นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง ต่างยืนยันว่า ระบบโควตาและการบริหารจัดการของเอ้กบอร์ดไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนรายใด แต่เป็นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนทุกขนาด เพื่อสร้างเสถียรภาพให้อุตสาหกรรม

หัวใจของระบบ คือ การวางแผนปริมาณการเลี้ยงให้สมดุลกับความต้องการบริโภค ป้องกันภาวะไข่ล้นตลาดจนราคาตกต่ำอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ที่ครั้งหนึ่งราคาไข่เคยดิ่งเหลือเพียงฟองละบาท นอกจากนี้ ยังมีกองทุนที่ผู้ผลิตร่วมลงขันกัน ใช้รองรับภาวะล้นตลาดด้วยการส่งออกในราคาขาดทุน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาในประเทศ

นางจุฑามาศเล่าว่า ระบบโควตาเกิดขึ้นหลังจากที่ไทยผ่านวิกฤตไข่ขาด-ไข่ล้นมาแล้วถึง 4 ครั้ง การเปิดเสรีในยุคหนึ่ง ส่งผลให้เกษตรกรแทบล้มหายตายจาก กว่าจะกลับมาสู่ระบบโควตาได้ก็ต้องผ่านการร้องเรียนและเจรจาอีกนาน จนปัจจุบันตกผลึกเป็นโควตานำเข้าพ่อแม่พันธุ์ปีละ 440,000 ตัว กระจายให้ผู้ประกอบการ 16 ราย ซึ่งคำนวณจากข้อมูลการบริโภคและปัจจัยต่าง ๆ อย่างรอบคอบ

“ข้อเสนอของ TDRI ที่หยิบยกโมเดลเปิดเสรีของมาเลเซียมาอ้างอิง เกษตรกรกลับชี้ว่า มาเลเซียคือตัวอย่างที่ควรหลีกเลี่ยง ไม่ใช่เลียนแบบ เพราะระบบเสรีที่นั่นส่งผลให้ตลาดกระจุกตัวรุนแรง จากผู้ผลิต 37 รายในอดีต ปัจจุบันเหลือเพียง 6 รายที่ครองตลาดแทบทั้งหมด” นางจุฑามาศกล่าว

เกษตรกรเตือนว่า หากไทยเดินตามรอยเดียวกัน เกษตรกรรายย่อยจะหายไปจากระบบ และอำนาจตลาดทั้งหมดจะตกอยู่ในมือผู้ผลิตไม่ถึง 10 ราย ยิ่งกว่านั้น ไทยยังเสียเปรียบมาเลเซียในแง่ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สูงกว่า เนื่องจากข้อจำกัดด้านนโยบายภาษีนำเข้าและการไม่อนุญาตใช้พืช GMO

กลุ่มเกษตรกรรายย่อยระบุว่าพวกเขาแบกต้นทุนสูงกว่ารายใหญ่อยู่แล้ว ทั้งค่าอาหาร ยา และมาตรฐานฟาร์ม หากยกเลิกระบบโควตา ราคาไข่จะผันผวนหนัก และรายย่อยที่ไม่มีทุนหนาพอจะต้องเลิกอาชีพในที่สุด

“รายย่อยจะซื้อวัตถุดิบมาผสมอาหารเองไม่ได้ ต้นทุนสูงกว่าแน่นอน ผมเป็นเกษตรกรภาคใต้ ต้องขับรถมาซื้ออาหารเองที่โรงงาน” นายสุเทพกล่าว พร้อมยืนยันว่าระบบนี้ไม่ได้บังคับซื้ออาหารสัตว์จากรายใด ต่างจากที่มีการเข้าใจผิดกัน

น.สพ.กิตติ ทรัพย์ชูกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตและการตลาดไข่ไก่ ชี้ว่า ไข่ไก่คือสินค้าเกษตรชนิดเดียวที่เกษตรกรมีกำไรได้โดยไม่ต้องพึ่งกฎหมายหรืองบประมาณรัฐ ระบบที่ใช้อยู่สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ ไม่มากไป ไม่น้อยไป โดยปัจจุบันเกษตรกรมีกำไรเฉลี่ย 20% และการบริโภคไข่ไก่ต่อหัวของไทยค่อย ๆ ขยับจาก 180 ฟองต่อปี เป็น 240 ฟองแล้ว แต่ยังห่างจากเป้าหมาย 300 ฟอง

อดีตกรรมการเอ้กบอร์ด ศ.ดร.ชัยภูมิ บัญชาศักดิ์ ขอให้คณะวิจัยให้ความเป็นธรรมกับเอ้กบอร์ด โดยระบุว่าคณะกรรมการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่ตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ตามที่งานวิจัยระบุ พร้อมชี้ว่าต้นตอที่แท้จริงของต้นทุนสูงมาจากนโยบายอาหารสัตว์ เช่น การห้ามใช้ GMO และกฎซื้อวัตถุดิบในประเทศ 3 ส่วนต่อการนำเข้า 1 ส่วน ซึ่งต้องแก้ที่ต้นตอ

ขณะที่ตัวแทนกรมปศุสัตว์ชี้แจงว่า เอ้กบอร์ดไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการกำหนดโควตา สิ่งที่เรียกว่า “โควตา” แท้จริงคือ “แผนการเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์” ที่จัดทำขึ้นใหม่ทุกปี โดยคำนวณจากข้อมูลการบริโภค การส่งออก และประสิทธิภาพการผลิต พร้อมระบุว่าในช่วงปี 2564–2568 การส่งออกไข่ไก่เติบโตทั้งเชิงปริมาณ 18.83% และมูลค่า 22.45% สะท้อนว่าระบบที่ใช้อยู่ยังคงมีประสิทธิภาพ.